วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ไอเดียด่วน ดี เด็ด ร้อนๆ จ้า

โดย ธงชัย โรจน์กังสดาล (@thongnet)

เคยไหมครับที่เราระดมสมอง แล้วได้ข้อสรุปออกมา แต่ก็ยังไม่ได้ทำอะไรกับมัน ปล่อยให้มันนั่งเฉยๆ ในรายงานการประชุม เพราะเราไม่รู้ว่า ควรทำอะไรก่อนหลัง หรือบางครั้งเราได้ไอเดียมากมาย แต่เลือกไม่ถูกว่าควรจะคัดกรองอย่างไรดี
อันที่จริง เทคนิคในการประเมินไอเดียหรือการประเมินความคิดสร้างสรรค์มีด้วยกันหลาย เทคนิค ปรมาจารย์ด้านความคิดสร้างสรรค์แต่ละคนก็เสนอเทคนิคต่างๆ กัน ผมก็เลยคิดเทคนิคการประเมินไอเดียแบบไทย ๆ ขึ้นมาบ้าง และได้นำไปถ่ายทอดในงานสัมมนาต่างๆ หลายครั้งแล้ว ก็เลยจะมาแบ่งปันในบทความนี้ครับ
ผมเรียกเทคนิคนี้ว่า ไอเดียด่วน ดี เด็ด (Now Next New)โดยมีหลักการดังนี้ครับ
ไอเดียด่วนคือไอเดียที่สามารถลงมือทำได้เลย โดยไม่ต้องเสียเงิน ไม่ต้องใช้กำลังคนเพิ่มเติม ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีใหม่ สามารถทำได้ทันที หรือเรียกได้ว่า ออกจากห้องประชุม ก็สามารถลงมือทำได้เลย ผมเลือกคำภาษาอังกฤษว่า NOW
ไอเดียดีคือไอเดียที่ควรลงมือทำ เพราะปฏิบัติแล้วเกิดผลดีแน่นอน แต่อาจต้องใช้เวลา กำลังคนเพิ่มเติม ต้องปรับปรุงระบบงานหรือใช้เทคโนโลยีที่ดีขึ้นกว่าเดิม  แต่เราควรทำเป็นไอเดียถัดไป ดังนั้นผมเลือกคำภาษาอังกฤษว่า NEXT
ไอเดียเด็ดคือไอเดียที่สร้างสรรค์ แหวกแนว เป็นไอเดียใหม่ที่ไม่เคยมีใครคิดมาก่อน หรือไม่เคยทำมาก่อน เมื่อทำแล้วอาจเกิดผลดีหรือผลเสียก็ได้ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เคยทำ แต่ก็ไม่ควรตัดไอเดียนี้ทิ้ง เพราะอาจจะมีประโยชน์อย่างใหญ่หลวงก็ได้ สมควรเก็บเอาไว้เพื่อพิจารณาข้อดี ข้อเสียเพิ่มเติม ดังนั้นไอเดียประเภทนี้ตรงกับภาษาอังกฤษคือคำว่า NEW
จุดประสงค์ของการประเมินไอเดียด้วยเทคนิคนี้ คือ เพื่อจะได้รู้ว่า ไอเดียใดควรนำไปใช้ในเวลาใด จึงจะเหมาะสมที่สุดครับ หลายต่อหลายครั้งที่เรามักละเลยไอเดียที่เรียบง่ายและสามารถปฏิบัติได้เลย แต่ไปสนใจไอเดียที่หรูหรา อลังการ แต่เป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ หรือเป็นไอเดียที่ฟังดูสวยหรู แต่ไม่สามารถนำมาใช้การได้จริง ดังนั้นเทคนิคนี้จะช่วยให้เราประเมินได้ว่า ควรลงมือทำไอเดียใดก่อนหลังครับ
ตัวอย่างเช่น ผมเคยนำหลักการนี้ไปสอนแก่พนักงานโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง โดยให้แบ่งกลุ่มระดมสมองเรื่อง การปรับปรุงการให้บริการของโรงพยาบาล  หลังจากที่แต่ละกลุ่มรวบรวมไอเดียทั้งหมดแล้ว ผมก็ขอให้แต่ละกลุ่มคัดเลือกไอเดียด่วน ดี เด็ดขึ้นมาอย่างละหนึ่งหัวข้อ  ซึ่งตัวอย่างคำตอบมีดังนี้ครับ
ไอเดียด่วน ได้แก่ การยิ้มทักทายลูกค้า การยกมือไหว้ลูกค้า การคุยโทรศัพท์กับลูกค้าอย่างมีไมตรีจิต จะเห็นได้ว่า ไอเดียทั้งหลายที่เสนอมานี้ ไม่ต้องเสียเงินเลยแม้แต่บาทเดียวและสามารถทำได้ทันทีด้วยครับ
ไอเดียดี ได้แก่ การปรับปรุงระบบไอทีของโรงพยาบาล การรักษาความสะอาดของห้องน้ำให้เป็นมาตรฐาน การปรับปรุงที่จอดรถ ไอเดียที่เสนอมาเหล่านี้อาจต้องใช้กำลังคน กำลังเงิน และเวลาในการดำเนินการพอสมควร แต่เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะถ้าปฏิบัติแล้ว จะเกิดผลดีอย่างแน่นอน
ไอเดียเด็ด ได้แก่ การคัดเลือกนางพยาบาลที่มีหน้าตาดี (คนไข้หนุ่มๆ คงชอบข้อนี้ครับ) การใช้ระบบลายนิ้วมือหรือระบบสั่งการด้วยเสียงในการควบคุมห้องคนไข้การจัด สปาในโรงพยาบาล ไอเดียต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่โรงพยาบาลไม่เคยทำมาก่อน และเป็นไอเดียใหม่ที่คิดนอกกรอบ ดังนั้นถือว่าเป็นไอเดียเด็ดได้ครับ
โดยทั่วไปแล้ว ผมจะให้ความสำคัญกับไอเดียด่วนมากที่สุด เพราะเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ทันทีเลย และควรรีบลงมือทำทันทีครับ เพราะเกิดผลดีแน่นอน  ส่วนวิธีทดสอบว่าไอเดียด่วนสามารถทำได้ทันทีและปฏิบัติได้จริง ผมจะขอให้บางกลุ่มมาเล่นละครสวมบทบาทหรือ Role Play เพื่อแสดงให้เห็นว่า ในสถานการณ์จริง จะเป็นอย่างไรครับ เพราะถ้าบอกว่าสามารถทำได้ทันทีหลังจากออกจากห้องสัมมนา ก็ควรทำได้จริงในห้องสัมมนาด้วยเช่นกัน  ดังนั้นวิธีหนึ่งในการทดสอบไอเดียด่วนคือ การขอให้เล่น Role Play ให้ดูครับ
ครั้งต่อไปเวลาที่ท่านผู้อ่านระดมสมองกลุ่มหรือประชุมกันเพื่อหาไอเดียหรือ แนวคิดใหม่ๆ หลังจากที่รวบรวมไอเดียทั้งหมดได้แล้ว ลองใช้เทคนิคไอเดียด่วน ดี เด็ด เพื่อคัดกรองระดับความเร่งด่วนของความคิดสร้างสรรค์ดูนะครับ

วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Brand and Meaning แบรนด์ยืนหยัดในใจคนด้วย...“ความหมาย”
ดลชัย บุญยะรัตเวช
           
แบรนด์ที่มีพลัง ยืนหยัดในใจคุณและเป็น Icon สัญลักษณ์ที่เป็นมากกว่าการบอกความเป็นสินค้าหรือองค์กร แต่กลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ Coca Cola ไม่ใช่นำเสนอแค่สัญลักษณ์อันโดดเด่นจดจำได้ทั่วโลก แต่ Logo นั้นกลับเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของวิถีตะวันตกไปเสียแล้ว เช่นเดียวกับ New York ที่ไม่เป็นเพียงจุดหมายของนักท่องเที่ยว  แต่กลายเป็นแบรนด์แห่งเมืองที่ไม่เคยหลับ เต็มไปด้วยสีสันความบันเทิง


                แบรนด์วันนี้ได้กลายเป็นเหมือนคลังสินค้าที่บรรจุใส่ความไว้วางใจ ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ลักษณะทางคุณ สมบัติ (Functional Characteristics) แต่เป็น ความหมาย (Meaning) และ “คุณค่า” (Value) และสิ่งเหล่านี้คือองค์ประกอบสำคัญที่ไม่เปลี่ยนแปลง คงอยู่คู่กับแบรนด์ๆ หนึ่งในระยะเวลายาวนาน และคงมอบคุณค่าและความหมายที่พิเศษนั้นแก่คน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เหมือนเป็นเพื่อนที่คุ้นเคย หรือ เพื่อนร่วมชีวิตไปพร้อมกัน
                และนี่คือสิ่งที่ฉันเชื่อศรัทธา  
                สิ่งรอบตัวเปลี่ยนแปลงและมีเรื่องแปลกๆ ใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน  มนุษย์เราต้องการค้นพบว่า ตนเองกำลังมองโลก เหมือนหรือแตกต่างจากคนทั่วไปหรือไม่ และพร้อมจะ เชื่อ ในสรรพสิ่งรอบข้างชีวิต ตั้งแต่ ขนมขบเคี้ยว ไปจนถึง พรรคการเมือง ตราบใดสิ่งนั้นทำให้เขารู้สึกว่าได้เป็นส่วนร่วม ในสิ่งที่ ใหญ่ กว่าตนเอง
                คนสมัยนี้จับจ่ายใช้สอยและซื้อหาซึ่ง ความหมาย (Meaning) มากกว่าการที่จะสวดภาวนาเสียด้วยซ้ำ ในวัฒนธรรมสมัยใหม่นี้ เราค้นหาและพบคำตอบหลายๆ อย่างได้ นอกเหนือไปจากวิถีดั้งเดิม (เช่นลัทธิหรือศาสนา) แต่กลับได้จากสถานที่, หมู่คณะ, องค์กร และแบรนด์ Rock Group น่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนถึงความหมาย Meaning บางอย่าง เฉพาะตัวที่เกิดเป็น ความเชื่อ,ศรัทธา และกลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ ที่สามารถเชื่อมต่อ และสร้างความผูกพันกับชีวิตคนกลุ่มนั้นได้แนบแน่น
                ฉะนั้น องค์กรหรือแบรนด์ใดๆ ที่กำลังจัดระบบระเบียบ เพื่อความสำเร็จในอนาคต จำเป็นต้องเข้าใจว่าเราต้องกำลังนำเสนอ แหล่งสร้างความหมาย (Venue for making meaning) ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคำนึงถึงระบบความเชื่อ (Belief systems) มุมมองต่อโลก (Worldviews) และระบบความคิด (Ideologies) เพื่อให้เป็นรากฐานของกระบวนการต่างๆ ของแบรนด์นั้นที่จะตามมา
                Meaning System
                ไม่ว่าจะเป็นลัทธิ, องค์กร, หรือแบรนด์ ต่างจำเป็นต้องมี Meaning System หรือระบบแห่งการสร้างความหมาย เพราะนั่นคือส่วนสำคัญที่คนยินดีจับจ่ายซื้อหา, เป็นความคิดรวมของกลุ่มสังคม หรือ Community เดียวกัน, เป็นส่วนสำคัญที่แยกแยะแบรนด์ของเราออกจากแบรนด์อื่นๆ, เป็นระบบที่ช่วยให้สมาชิกรู้จักการมองโลก และ การสร้างความหมาย ให้มีความสัมพันธ์เหมาะสมกับสภาพที่เป็นจริงของคน คือปัจจัยหลักที่ทำให้แต่ละองค์กร แต่ละแบรนด์ มีความหมายครับ
                Meaning is Beyond Benefit
                สินค้าทั้งหลายที่เห็นอยู่ในยุคปัจจุบัน เริ่มตกอยู่ในสภาวะเดียวกัน นั้นคือ มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันจนแยกแยะลำบาก และในหลายๆ Category ที่สินค้าถูกทำให้เป็น Commoditized หรือเป็นของใช้ประจำที่ไม่ต้องการความพิเศษ และนั่นหมายความว่าสินค้านั้นก็จะไม่มีความหมายไปนาน พร้อมจะถูกลืมและขาดพลังการยึดเหนี่ยวให้คนกลับมาซื้อแล้วซื้ออีกได้ ต้องอาศัยความมหัศจรรย์ ของ R&D ที่อาจจะช่วยได้
                โดยเฉพาะคู่แข่งที่มาทีหลัง ที่นิยมการ Copy ลอกเลียนแบบจนใกล้เคียง มิหนำซ้ำยังกำหนดราคาให้ถูกกว่า ฉะนั้นการสร้าง Meaning System (กระบวนการแห่งความหมาย) ที่ผมกำลังพูดถึงนี้จึงยิ่งใหญ่ และมีคุณค่าเหนือกว่าแค่การสร้างคุณประโยชน์ทางกายภาพ หรือ Benefit เนื่องจากยากที่จะลอกเลียนแบบ และที่สำคัญทำให้เรายกระดับราคาของสินค้าสู่ความเป็น Premium ได้ง่าย หาก Meaning นั้นได้ถูกสร้างและจัดการอย่างถูกวิธี ตัวอย่างที่ผมเลือกอ้างอิงถึงก็คงเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจาก Mercedes ที่สามารถจัดการกับ Meaning System ได้อย่างไม่มีใครเทียบเทียมได้ ในด้าน Status และ Achievement ผ่านไปยัง Global Audience หรือด้วย Meaning ของแรงดึงดูดทางเพศอย่าง Marilyn Monroe และความเป็นเทพบุตรสุดหล่ออย่าง Elvis Presley หรือ Icon  ในยุคปัจจุบันอย่าง Madonna กับความนอกจารีตและการเปลี่ยนแปลงรวมทั้ง David Beckham นักกีฬา, คุณพ่อ, นายแบบที่เป็น Sex Symbol  ซึ่งผู้บริโภคทั่วโลกต่างผูกพันกับ ความหมาย เหล่านี้ได้เหมือนๆ กันอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ      
Cult brands are beliefs 
                แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จมากๆ ในวันนี้ ไม่ใช่เพียงแต่กำลังส่งมอบ Marks of distinction (identity) หรือสัญลักษณ์ที่แตกต่างของบุคคล...แต่แบรนด์ที่กลับกลายเป็นลัทธิที่คนอยากเข้าร่วมสมาคมต่างเป็น “Belief” หรือ ความเชื่อศรัทธา ที่แฝงจริยธรรมความคิด คุณค่าทางจิตใจ แบรนด์เหล่านี้ลุกขึ้นต่อสู้ เพื่อสิทธิสาธารณประโยชน์ และมอบความพิเศษใหม่ให้กับโลกของเราใบนี้ เรากำลังสวมใส่ Meaning เมื่อเราสวม Levi’s เรากำลังเข้าร่วม Meaning เมื่อเข้าร่วมกิจกรรมของ MTV เรากำลังเข้ามาในมิติการมองโลกและกำลังบินไปกับ Meaning เมื่อเรากำลังก้าวสู่สายการบิน Virgin เรากำลังขับ Meaning เมื่อกำลังขับรถยนต์ Mini, เรากำลังมีประสบการณ์อยู่กับ Meaning เมื่อเรากำลังใช้ชีวิตที่ Club Med และถ้าเจาะลึกให้เห็นภาพชัดขึ้น เรากำลังสัมผัส Meaning ของ Imagination (จินตนาการ) และ Wholesomeness (ความดีงามที่ปลอดภัย) เมื่อเรากำลังสัมผัสประสบการณ์ของ Disney  ฉะนั้นแบรนด์เหล่านี้แหละครับคือ Venue หรือ แหล่งที่ผู้บริโภค, พนักงานของเราและคนทั่วไปจะสามารถค้นพบ Beliefs และ Values ความเชื่อและคุณค่าอันพิเศษที่ไม่เหมือนใคร

ทำอย่างไรจึงจะได้ระบบแห่งความหมาย
                การที่จะเข้าใจถึงการสร้าง Ideology หรือระบบความนึกคิดของแบรนด์ ก่อนอื่นเราจะต้องตรวจสอบไปถึงคนที่อยู่รอบแบรนด์ของเรา ต้องเข้าใจว่า ทำไม, อย่างไร, อะไร, และที่ไหน ที่คน Make Meaning  (สร้างหรือทำสิ่งใดๆ เพื่อให้เกิดความหมาย) และอะไรคือสิ่งจำเป็นในการจัดระบบ Belief System ที่จะใช้สำหรับองค์กรหนึ่งๆ กรณีศึกษาที่ผมคิดว่าน่าสนใจมากคือ The Body Shop ที่เจ้าของและผู้บุกเบิก Anita Roddick   ได้สร้างให้เป็น Meaning-Based Brand ด้วยความคิดหลักแหลมที่ว่ากลิ่นหรือส่วนผสมใดๆ ไม่ว่าจะดีเลิศแค่ไหนใครก็สามารถลอกเลียนแบบได้ ไม่ช้าก็เร็ว เธอจึงสร้าง Body Shop ด้วย Belief System ที่เป็นของตนเอง และนั่นแหละครับ คือปัจจัยสำคัญ สู่ความสำเร็จระดับโลกในทุกวันนี้

วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เคล็ดลับกระตุ้นหัวสร้างสรรค์  
The Secrets that Ignite Creative Minds  
ดลชัย บุณยะรัตเวช
ซึมซาบในสายพันธ์ “Feel the DNA”
    ก่อน ที่จะเริ่มต้นคิดงานอะไรก็แล้วแต่ สิ่งแรกที่ผมทำเสมอคือ ซึมซับความเป็นตัวตน และจิตวิญญาณหรือโครงการที่ผมกำลังกระทำ เข้าใจให้ถึงแก่นแท้ ไม่ใช่แค่ผิวเผิน เพราะสิ่งนี้จะทำให้เราเห็นแนวทางในการทำงานที่ชัดเจนจะได้ไม่หลงทาง เสียเวลากับสิ่งที่ไม่ใช่ และดีไม่ดีงานที่คิดออกมาอาจจะกระทบภาพลักษณ์ที่คุณลูกค้าได้สร้างสมเป็น เวลานาน แทนที่จะมีประโยชน์ กลับทำให้เกิดโทษซะงั้น เพราะฉะนั้นแล้ว เริ่ม ต้นให้ดีครับ ให้เวลาศึกษาตัวตนของโครงการที่ทำ เข้าใจคุณลูกค้า ย้อนไปดูงานในอดีตที่ผ่านมาของคุณลูกค้า เพื่อให้เห็นภาพ และเข้าใจว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เพราะโครงการแต่ละโครงการ คุณลูกค้าแต่ละท่านมีจุดยืนที่แตกต่างกัน มีความโดดเด่น ประวัติศาสตร์อันยาวนานไม่เหมือนกัน เราต้องจับให้ถูกจุด แล้วนำมาขยายให้ชัดเจนว่าอะไรคือสิ่งที่ใช่ อะไรคือสิ่งที่ไม่ใช่
    กรณี ตัวอย่างง่ายๆ องค์กรในเครือธนชาติ ด้วยความที่ธนชาติเป็นองค์กรทางการเงินที่มีความแอคทีฟ มีภาพลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ที่มั่นใจ ฉลาดมีความคิด และเป็นตัวของตัวเอง ดังนั้นการจะทำสื่อสารทางการตลาดต่างๆ ออกมา ผมต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจที่ถ่องแท้กับตัวตนของธนชาติ แล้วจึงเริ่มต้นคิดงานออกมา แน่นอนว่าภาพที่อยู่ในหัวผมไม่ใช่ครอบครัวสุขสันต์ เพื่อนกันเฮฮา หรือแม่บ้านช่างเม้าท์ ภาพที่อยู่ในหัวของผมก็จะเป็นภาพของคนรุ่นใหม่ ดูสมาร์ท บุคลิกดี มีความเป็นสากล อะไรทำนองนั้น หรือเครือเมเจอร์ ลองนึกถึงความโก้หรู ดูมีรสนิยม เปรียบได้กับโรงแรมระดับห้าดาว ซึ่งสิ่งเหล่านี้แสดงออกผ่านองค์ประกอบหลายๆ อย่าง เช่น การตกแต่งด้วยโคมไฟอย่างดี การปูพรม ติด Wallpaper แขวนผ้าม่าน การเลือกโทนสี หรือแม้กระทั่งการแต่งกายของพนักงาน การเก็บเกี่ยวประสบการณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่ช่วยให้ผมเข้าใจพันธุกรรมความเป็นเมเจอร์
    ลอง ดูชิ้นงานสักชิ้นโดยไม่เห็นโลโก้ หรือตราสัญลักษณ์ขององค์กร แล้วสามารถบอกได้ว่าเรากำลังพูดถึงองค์กร หรือแบรนด์อะไรอยู่ นั่นแหละครับขั้นเทพเลย
    เพราะฉะนั้นเวลาที่เราต้องคิดงานให้กับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง เราต้องทำให้ตัวตนของเขาแสดงออกมาอย่างชัดเจน
    จากการที่ได้สัมผัส เรียนรู้ ลูกค้าหลายๆ ลักษณะ หลากหลายความคิด หลากหลายวิธีทำให้ผมยิ่งเชื่อว่า ไอ เดีย หรืองานใดๆ ถีงจะสวยฉลาดล้ำเลิศขนาดไหน หากไม่สะท้อนธรรมชาติของแบรนด์, ธรรมชาติของเจ้าของ. ธรรมชาติขององค์กร ก็เป็นงานที่ไร้ประโยชน์ รวมทั้งคุณจะเสียเวลาในขั้นตอนการเตรียมการนำเสนองานไปอย่างน่าเสียดาย เพียงการเริ่มต้นในทิศทางที่ผิดที่ผิดทางกับธรรมชาติ หรือพันธุกรรม ซึ่งหากไม่ใช้สติทบทวนอาจจะหลงไปไกลเกินจะกู่กลับ หรือหากเราใช้วิธี และรูปแบบการนำเสนองานที่ไม่ตรงกับธรรมชาติ ลักษณะนิสัยของผู้ฟังแล้ว คุณจะพบว่าอะไรๆ มันจะติดขัด ขวางหูขวางตา และน่ารำคาญไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งๆ ที่ไอเดียนั้นอาจจะดี และตรงกับธรรมชาติของเขามากก็ตาม
    ผมเคยสัมผัสลูกค้าผู้บริหารที่ต้องบริหารเวลาอย่างฉลาด เพราะ ฉะนั้นมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างกำลังรอการตัดสินใจของท่านอยู่ ฉะนั้นเราจะต้องนำเสนอไอเดียอย่างคมกระชับ และจะต้องหนักแน่นด้วยข้อสนับสนุนที่ไม่ฟูมฟาย และน้ำท่วมทุ่ง คนเหล่านี้มีวิจารณญาณ และจินตนาการสูง ไม่ต้องลงรายละเอียด หรือชักแม่น้ำทั้งห้า
    ผู้ฟังอีกประเภทหนึ่งต้องการตรรกะ (Logic) ที่ เป็นเหตุเป็นผลอย่างดีมาสนับสนุนความคิดของเราในกรณีนี้จะต้องงัดศาสตร์วิชา ความรู้ และข้อมูลชัดเจนมาประกอบ จะทำให้การขายงานของเราราบรื่น และมีความน่าเชื่อถือ
    อีก ประเภทหนึ่ง คือผู้ฟังที่ให้ความสำคัญกับการแสดงออกอย่างมีรสนิยม สไตล์ และสุนทรียภาพที่ดี ฉะนั้นควรจะเข้าถึงสิ่งที่จับต้องได้ให้เร็วที่สุด ตัวเลข หรือเหตุผลยาวๆ จะปั่นทอนความอดทน และไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะเขาเหล่านั้นมีความสามารถที่จะใช้ Gut Feeling ที่ดีจากประสบการณ์ในการตัดสินใจอะไรๆ มากต่อมาก
    ลองพยายามทบทวนบทบาท ความหมายและเรื่องราวที่แบรนด์หนึ่งได้สั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นแบบฉบับบางอย่างเฉพาะตัว จริงอยู่ อาจมีบางอย่างออกนอกลู่นอกทางบ้าง โดยพลังเผลอ หรือเจตนาก็ตาม ก็ให้ถอดมันออกไปจากความรู้สึกนึกคิดของเราก่อน จนเห็นธรรมชาติ และตัวตนที่ชัดเจนขึ้นของแบรนด์นั้น แล้วลองหลับตาหายใจลึกๆ คิด และสร้างสรรค์จากการสวมวิญญาณของคนๆ นั้นที่มี DNA ที่ เป็นแบบของตัวเอง องค์กรหนึ่ง แบรนด์หนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเก่งในทุกเรื่อง แต่เลือกเก่งในจุดที่ตนเองเลือกแล้วว่านั่นแหละคือความพิเศษของตัว ซึ่งอาจจะเป็นด้านความรักในธรรมชาติ และโลกสีเขียว, ตำนานที่เล่าขาน, ชอบสนุกมีมุขขี้เล่น, ความโก้หรูแพรวพราว, ความง่ายใกล้ชิด, ศิลปะ และสุนทรียภาพ, การอนุลักษณ์ป้องกัน ฯลฯ แล้วค่อยต่อยอดสู่ไอเดียต่างๆ ที่สอดคล้องกันในเส้นทางของตนเองเหล่านี้ จะเห็นได้ว่าแต่ละคนมีเรื่องเล่าที่น่าสนใจ น่าติดตาม เป็นเอกลักษณ์ มีสินค้า Line ใหม่ๆ ออกมาเป็นระยะในทิศทางของตน ไม่ต้องมัวเสียเวลาไปพัฒนาในสิ่งที่ไม่ใช่ความถนัด หรือเหมือนเป็นสมบัติของคนอื่นโดยเราไม่ได้ตั้งใจ
    นักสร้างสรรค์ต้องเป็น นัก คิดที่เมื่อได้รับโจทย์แล้วจะเกิดความตื่นเต้น คึกคัก พร้อมที่จะคิดอย่างสนุกสนาน เบิกบาน โดยมองเห็นวัตถุประสงค์ และเป้าหมายที่ชัดเจนตั้งไว้ในใจ ขณะเดียวกันก็ปลดปล่อยข้อแม้ ความเครียด พันธนาการต่างๆ ที่จะมาคอยเหนี่ยวรั้งจินตนาการ เป็นผู้รักสนุกที่จะคิด ด้วยใจกลางๆ ไม่ยึดติด สนุกในการทดลองผสมผสานมุมต่างๆ ใหม่ๆ เข้าด้วยกัน แล้วกล้าที่จะโยนทิ้งไอเดียที่เกิดขึ้น และพร้อมจะสร้างมุมมองใหม่ๆ ได้ทุกเมื่อ ด้วยความสดชื่น และอารมณ์ดี เหมือนทำให้กระบวนการคิดเป็นเหมือนการเดินทางที่รื่นรมย์ เต็มไปด้วยพลังบวก ไม่เครียดกับเป้าหมาย  และไม่ต้องคาดหวังผมล่วงหน้า

    เลิก เครียด เลิกกังวล เลิกกลัว ใช้เวลาของเราคิดให้สนุกที่สุด ลองคิดในสิ่งที่ฝัน หลุดโลก มีความขี้เล่น มีความเป็นเด็ก มีอารมณ์ขัน หรือความไม่ติดกรอบกติกา แล้วต่อยอดกลับมาประยุกต์ใช้ ปรับปรุงให้อยู่ในข้อต่อรองต่อไป
Born to be "CREATIVE"

 งานไหนๆ ก็ย่อมต้องมี 'บุคลิก' เฉพาะตัว จะชัดจะจางมากน้อย ก็ว่ากันไป แต่หนึ่งในอาชีพที่มีโลโก้ติดตัวค่อนข้างชัดเจน หลายคนโหวตให้ 'ครีเอทีฟ' ที่ช่างคิด ช่างสังเกต ช่างสงสัย ช่างเลือก ช่างแต่ง และช่างอะไรต่อมิอะไรอีกเยอะแยะ แต่ที่แน่ๆ คือแพคเกจที่จัดว่า 'สะดุดตา' ที่มาตั้งแต่หัวจรดเท้า ซึ่งเข้ากันดีกับ 'ของ' ข้างในที่เข้าใจว่า ต้องแปลก แตกต่าง และเก๋เสมอ


กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นั่นเป็นความคิดที่คนนอกมองเข้ามา ซึ่งดูจะไม่แฟร์สำหรับคนที่ถูกพูดถึงเท่าไหร่นัก จะให้ดี ลองไปฟังตัวจริงเขาพูดกันดีกว่าว่า อย่าเสียเวลาคิดเอาเองอีกเลย ยกเครื่องนอก ใส่สูทผูกไทส่วมแว่นดำ... เอกลักษณ์เฉพาะของคนเอเจนซี่ในกรอบความจำ ของคนทั่วไป เมื่อเข็มนาฬิกาหมุนตามยุคสมัย หลายคนยังสงสัยว่า ครีเอทีฟโดยทั่วไปยังคงเอกลักษณ์เหล่านั้นเอาไว้หรือเปล่า
 
วิบูลย์ ลีภักดิ์ปรีดา Executive Creative Director จาก Euro RSCG Flagship บอกว่า นั่นเป็นภาพของเอเจนซี่ที่ติดตาในสมัยก่อน ครีเอทีฟต้องดูสุขุมเข้าสูตรเนี้ยบตั้งแต่หัวจรดเท้า  "เมื่อก่อนคนในวงการโฆษณาจะมีสไตล์การแต่งตัวเนี้ยบๆ หน่อย ขรึมๆ ประเภท men in black แต่ตอนนี้มีเพียงบางส่วนที่ยังคงรูปลักษณ์แบบนั้นเอาไว้ โดยทั่วไปจะออกอินดี้นิดๆ คล้ายๆ วัยรุ่นทั่วไปมากกว่า แต่ถ้าสังเกตดีๆ ก็จะรู้ การแต่งตัวจะมีสไตล์เป็นของตัวเอง ใช้เจลแต่งผม ตามแฟชั่นแต่จ๋าหรือไม่จ๋าแล้วแต่ความชอบ เครื่องประดับต่างๆ  และที่สำคัญดูเด็กกว่าอายุจริง (หัวเราะ) เราจะสามารถเห็นคนในแวดวงโฆษณาได้ตามสถานที่ทั่วไป เพราะเราต้องเสพงาน ต้องหาไอเดีย เพื่อเก็บเทรนด์ของผู้คนไว้เป็นข้อมูล"
 
ด้าน นิกรม กูลโฆษะ Executive Creative Director ค่าย BBDO มองว่า จริงๆ แล้วการแต่งตัวของครีเอทีฟกับชาวบ้านร้านตลาดทุกวันนี้แทบไม่ต่างกันท่าไหร่  "สมัยนี้จะดูว่าใครทำงานโฆษณาค่อนข้างยาก เพราะลักษณะการแต่งตัวของแต่ละอาชีพส่วนใหญ่จะคล้ายๆ กันไปหมด หลายบริษัทมีการแต่งตัวที่ดูลำลองขึ้น อย่างที่บริษัทเองบางครั้งเวลาประชุมกับลูกค้า เขาแต่งตัวเปรี้ยวกว่าเราอีก ในขณะที่เอเจนซี่เองบางคนก็ไว้ผมสั้น บางคนก็ปล่อยผมยาว เสื้อยืดกางเกงยีนส์บ้างก็มี"

 ส่วน ไพรัช เอื้อผดุงเลิศ ก๊อปปี้ไรท์เตอร์รุ่นใหม่ของ BBDO จำแนกจุดสังเกตออกเป็นข้อๆ ว่า อย่างแรกจะใส่สูทดำหรือไม่ก็สูทขาว หากไม่ใส่สูทก็จะมีการแต่งตัวที่ดูแล้วมีจุดน่าสนใจ อาทิ แต่งตัวแปลกๆ แต่ดูดี ทรงผมแปลกๆ หรือพล๊อตแปลกๆ อย่างแว่นตาดีไซน์เก๋ๆ เดินถือกระเป๋าพอร์ตงานซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของคนโฆษณา ใช้แม็กอินทอซ หรือในยุคหนึ่งจะนิยมถือ Archive อีกจุดหนึ่งที่น่าสังเกตก็คือรองเท้าที่พวกเขาสวมใส่จะค่อนข้างสวยสะดุดตา แต่แม้ว่าจะหาข้อสังเกตมาคัดกรองกันขนาดไหนในความเห็นของเขาทุกวันนี้ก็ค่อนข้างจะแยกออกยาก ระหว่างครีเอทีฟ กับเด็กแนว ถอดเครื่องใน

 ว่ากันถึงเครื่องนอกไปแล้ว แต่ส่วนผสมข้างในย่อมสำคัญกว่า ซึ่งแบ่งออกมาเป็นคุณลักษณะจำเพาะ 10 ประการ ที่คัดสรรมาจากความคิดเห็นของเหล่าครีเอทีฟมือดี

 1.สอดรู้สอดเห็นให้เป็นนิสัย  ครีเอทีฟทั้งมือเก่า และหน้าใหม่ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า คุณสมบัตินี้ถือเป็นก้าวแรกในการเตรียมพร้อมตัวเอง ก่อนที่จะเปิดประตูสู่สมรภูมิไอเดียอันหนักหน่วง เพราะในการทำงานเอเจนซี่นั้นเป็นการค้นหาอินไซด์ (inside) ของคน ถ้าไม่ขยันขุดค้น ขยันสังเกต ก็จะไม่สามารถมองเห็นความต้องการ (need) ที่แท้จริงของกลุ่มเป้าหมายได้ อีกทั้งในแง่ของวัตถุดิบคนที่ดูมาก ฟังมาก อ่านมาก ย่อมมีต้นทุนในการหยิบวัตถุดิบมาใช้ได้มากกว่า  
2. มาร์เก็ตติ้งรู้ไว้ใช่ว่า  ความรู้ด้านการตลาดกับงานครีเอทีฟใช่ว่าจะไม่จำเป็น เพราะเป้าหมายของงานโฆษณาก็คือการทำให้คนดูควักกระเป๋าจ่ายเงิน ทำหน้าที่คล้ายกับพนักงานขายแบบกลายๆ เรื่องราวหรือข้อมูลทางการตลาดจึงเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกในการกระเทาะไอ เดียให้ง่ายขึ้น   
3.ทัศนคติที่ดีต่องานโฆษณา  ไม่ว่าคุณจะออกแบบโฆษณาได้โดดเด้งเซ็งลี้ฮ้อยังไง ถ้าลูกค้าไม่ปลื้มก็เก็บกระเป๋าหอบโปรเจคท์กลับบริษัทอยู่ดี และเรื่องสำคัญที่บรรดาซีเนียร์ย้ำนักย้ำหนาก็คือ ไม่ว่าจะรายเล็กรายใหญ่ ยังไงๆ ลูกค้าก็คือลูกค้าอยู่ดี คนที่เป็นครีเอทีฟที่ดีจึงควรให้ความสำคัญกับลูกค้าเท่าๆ กัน ไม่ใช่รอแต่เงินก้อนคอยจ้องล่ารางวัลอย่างเดียว
4.ฟังหูไว้หู ดื้อให้ดูเป็นบางเวลา  เรื่องปกติสำหรับเด็กแอดทั่วไป เพราะถ้าฟังแล้วเชื่อไปเสียหมดก็ไม่ต้องนั่งปั้นงานกันแล้ว ครีเอทีฟเป็นงานที่ขึ้นอยู่กับความคิดโดยตรงดังนั้นหากเป็นคนที่คล้อยตามคน อื่นได้ง่ายย่อมจะไม่ส่งผลดีต่อชิ้นงานแน่ๆ บางครั้งอาจหนักข้อจนถึงขนาดทำให้กิมมิกของงานเปลี่ยนไปเลยก็เป็นได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องตั้งแง่ดื้อแพ่งตั้งแต่เปิดประตูคุย เพราะการผลิตโฆษณาขึ้นมาสักชิ้นนั้นต้องผ่านหลายกระบวนการจากคนหลายคน ดังนั้นกี่สิบร้อยความเห็นก็ควรจะรับฟังไว้  
5.ตามเทรนด์ให้ทัน  ครีเอทีฟกับกระแสเป็นงานที่แยกออกจากกันได้ยาก เทรนด์จึงกลายเป็นวัตถุดิบสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้งานโฆษณามีฐาน ข้อมูลที่กว้างขึ้น รอบด้านขึ้น ในการติดตามว่า วันนี้ ผู้บริโภคหรือกลุ่มเป้าหมายอินกับอะไร ให้ความสนใจสิ่งไหนเป็นพิเศษ ก่อนจะลำเลียงชิ้นงานเจ๋งๆ ให้ออกมาโลดแล่นอวดไอเดียบรรเจิดกัน  
6.มองมุมต่างให้รอบด้านร้อยทิศ  คงไม่ใช่เรื่องผิด เพราะโลกไม่ได้มีแค่ด้านเดียว เรามักจะได้ยินคำพูดที่ว่า คิดให้ทะลุกรอบอยู่บ่อยๆ แต่ก่อนจะปล่อยแนวคิดที่แหวกและแปลกออกมานั้น มุมมองก็เป็นเรื่องสำคัญ ครีเอทีฟควรจะมีมุมมองที่แตกต่างในทุกๆ เรื่อง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องนำมาใช้ทุกเรื่อง แค่ขอให้ได้ใช้ความคิด จะถูกจะผิดก็ไม่เป็นไร   
7.ฝีปากก็สำคัญไม่แพ้ฝีมือ  นอกจากหัวคิดที่เฉียบคมแล้ว ครีเอทีฟควรจะมีฝีปากที่คมคายไม่แพ้กัน เพราะการถ่ายทอดความคิดให้ออกมาเป็นภาพ เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องใช้ในการทำงาน ทั้งกับเพื่อนร่วมงาน และลูกค้า เพราะถ้าสมองคิดงานเจ๋ง แต่มาสะดุดยอดหญ้าตรงการนำเสนอก็คงจะดูไม่สวยเท่าไหร่  
8.ทีมเวิร์กที่ดีก็จำเป็น  เราคงไม่สามารถทำทุกอย่างได้ในโลก การมีทีมที่ดีก็ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น งานบางชิ้นต้นทางของไอเดียก็ไม่ได้เกิดมาจากตัวครีเอทีฟโดยตรง แต่กลับมาจากการพูดคุยระดมความคิดกันภายในทีมงาน  
9.โฆษณา + สนุกสนาน ของคู่กัน  ใครที่กำลังคิดว่างานโฆษณานั้นเป็นเรื่องเครียดกรุณาเปลี่ยนความคิดโดยด่วน บรรดาซีเนียร์ครีเอทีฟต่างลงมติเป็นเอกฉันท์ว่าการคิดงานโฆษณานั้นไม่ควรคิด ว่างานที่เราทำนั้นเป็นเครื่องมือเลี้ยงชีพ เพราะเป็นงานที่เชื่อมโยงกับความคิดโดยตรง ถ้ามีความรู้สึกสนุกกับสิ่งที่ทำก็จะพลอยส่งผลให้ชิ้นงานออกมาดูดีมีคุณภาพ ตามต้องการ  
10.เป้าหมายสูงสุดคือชนะตัวเอง  เป็นการสร้างไฟในการทำงานให้คุโชนอยู่ตลอดเวลา โดยไม่มีเรื่องของรางวัลการประกวดเข้ามาเกี่ยวข้อง งานแต่ละชิ้นจะทำให้เสร็จเร็วก็ได้ จะยืดให้งานอืดก็สบาย แต่มาตรฐานของงานที่เห็นกันทั่วไปจะมีด้วยกัน 2 จุด ก็คือ จุดที่พอรับได้กับจุดที่ดีที่สุด เรื่องนี้หลายๆ เสียงยืนยันว่าจริง เพราะเนื้องานที่ออกมาแต่ละครั้งในแต่ละจุดจะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด และบรรทัดฐาน 2 อันก็มีส่วนต่างที่ห่างกันมาก จึงต้องวัดกันตรงแรงขับภายใน ในช่วงโค้งสุดท้ายว่างานจะออกมาเป็นอย่างไร  เป็นอย่างที่คิดเอาไว้ไหม สำหรับใครที่สงสัยมาตลอด

 ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

วันศุกร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

กระบวนการสร้างความคิดสร้างสรรค์

อะไรคือการสร้างสรรค์ ?
การสร้างสรรค์คือ การทำให้เกิดบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา ซึ่งบางสิ่งนั้นไม่เคยทีอยู่มาก่อน, ทั้งผลผลิตอันหนึ่ง, หรือกระบวนการอันหนึ่ง หรือความคิด-ไอเดียอันหนึ่ง.
อะไรบ้างที่จัดอยู่ในข่ายของการสร้างสรรค์. ประดิษฐ์คิดค้นสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่มามาก่อนให้มีขึ้นมา. การประดิษฐ์สิ่งซึ่งมีอยู่ใน ณ ที่ไหนที่ใดสักแห่งหนึ่งแต่เราไม่รู้ว่ามีมันอยู่แล้ว. การคิดค้นกระบวนการใหม่อันหนึ่งขึ้นมาเพื่อกระทำบางสิ่งบางอย่าง. การประยุกต์กระบวนการที่มีอยู่ หรือผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วเข้าสู่ความต้องการอีกครั้ง. การพัฒนาวิธีการใหม่ อันหนึ่งเกี่ยวกับ การมองไปยังบางสิ่งบางอย่าง. การนำมาซึ่งไอเดียหรือความคิดใหม่ ทำให้มันดำรงอยู่ หรือมีอยู่ขึ้นมา เปลี่ยนแปลงวิธีการมอง ของใครคนใดคนหนึ่งที่มองบางสิ่งบางอย่างไป
พวกเราทั้งหลายต่างก็สร้างสรรค์กันทุกวัน เพราะเราเปลี่ยนแปลง ไอเดียหรือ ความคิดซึ่งเรายึดถือ เกี่ยวกับโลกรอบตัวเรา ต่างๆ อยู่เสมอ. การสร้างสรรค์ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ถึงขนาดการพัฒนาบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา ให้กับโลก แต่มันอาจจะ เกี่ยวข้อง กับพัฒนาการ บางสิ่งบางอย่างให้ใหม่ขึ้นมาเล็กๆน้อยๆเพื่อตัวของเราเอง. เมื่อเราเปลี่ยนแปลงตัวของเราเอง, โลกก็จะเปลี่ยน แปลงไปพร้อมกันกับเรา ทั้งการที่โลกได้รับผลกระทบโดยการกระทำที่เป็นการเปลี่ยนแปลงของเรา และในวิถีแห่ง การเปลี่ยนแปลง ที่เราได้มีประสบการณ์กับโลก.
ความคิดสร้างสรรค์จึงมีความหมายที่ค่อนข้างกว้าง และสามารถนำไปใช้ประโยชน์กับการผลิตสินค้า การสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ กระบวนการที่คิดขึ้นมา และการบริการที่ดีขึ้น. เราคาดหวังกันว่า การสร้างสรรค์นั้นจะช่วยเราในหลายๆด้าน, เช่น องค์กร ของเราดีขึ้น, ลูกค้า หรือคนที่รับบริการจากเรามีความสุขมากขึ้น โดยผ่านการปรับปรุงขึ้นมา ใหม่นี้ใน ด้านคุณภาพ และปริมาณที่ผลิตออกมา
อะไรคือความคิดสร้างสรรค์ ?
ความคิดสร้างสรรค์คือกระบวนการอันหนึ่ง ซึ่งเราใช้เมื่อเรามีไอเดียใหม่ๆ. มันเป็นการผสมผสานเของไอเดีย หรือความคิดต่างๆ ซึ่งไม่เคยผสมรวมตัวกันมาก่อน. การระดมสมอง(brainstorming) เป็นรูปแบบหนึ่งของความคิดสร้างสรรค์: มันทำงานโดย การรวบรวมไอเดียต่างๆที่กู่ก้องดังออกมาโดยใครบางคน ผสมรวมกัน กับของเรา เพื่อสรรค์สร้าง ไอเดียใหม่ อันหนึ่ง. คุณได้ใช้ประโยชน์ไอเดียนั้นของคนอื่นในฐานะแรงกระตุ้น. ไอเดียใหม่ต่างๆได้รับการก่อตัวขึ้นมา โดยการผสม รวมตัวของไอเดีย ที่มีอยู่ในใจเรา กับไอเดียที่ดังขึ้นของคนอื่น
โดยไม่มีการใช้เทคนิคพิเศษใดๆ ความคิดสร้างสรรค์ก็ยังคงเกิดขึ้นมา แต่โดยปกติแล้ว มันจะเกิดขึ้นมาโดยบังเอิญ; ความบังเอิญ หรือโอกาสที่เกิดขึ้น ทำให้เราคิดถึงบางสิ่งบางอย่างในหนทางที่แตกต่าง และเราได้ค้นพบ การเปลี่ยนแปลง ที่เป็นประโยชน์. ความเปลี่ยนแปลง บางอย่างมันเกิดขึ้นมา อย่างช้าๆโดยผ่าน การใช้ความคิดสติปัญญา อันบริสุทธิ์ และความก้าวหน้าเชิงตรรก. การอาศัยความก้าวหน้าโดยความบังเอิญหรือในเชิงตรรก หลายครั้ง ต้องใช้เวลานานมากสำหรับการผลิตเพื่อพัฒนาหรือปรับปรุง
ดังนั้น การใช้เทคนิควิธีพิเศษ, ความคิดสร้างสรรค์อันละเอียดอ่อนประณีตสามารถถูกนำมาใช้ได้เพื่อพัฒนาไอเดีย ใหม่ๆ. เทคนิคดังกล่าวจะช่วยทำให้ หรือไปบังคับให้เกิดลำดับการณ์อันกว้างขวางของการผสมผสานไอเดีย เพื่อจุดประกาย ความคิด ใหม่ๆและกระบวนการใหม่ๆ. การระดมสมองเป็นหนึ่งในเทคนิคพิเศษเหล่านี้ แต่ตามขนบประเพณี แล้ว มันจะเริ่มต้น ด้วยไอเดียที่ไม่ธรรมดา(start with un-original ideas).
ด้วยปฏิบัติการ, ความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง(การค้นหาอยู่เสมอ, การตั้งคำถาม และการวิเคราะห์ ที่พัฒนาได้โดย ผ่านการศึกษา, การฝึกฝนและการรู้ตัวของเราเอง) ได้เกิดขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา. ความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง(ongoing creative thinking)ทำให้ ทั้งความบังเอิญและความคิดสร้างสรรค์ที่ตั้งอกตั้งใจเกิดขึ้นมาได้มากที่ สุด. ความคิดสร้างสรรค์ อย่างต่อเนื่องต้องใช้เวลา และปฏิบัติการอย่างใจจดใจจ่อเพื่อกลายมาเป็นทักษะที่สมบูรณ์ และในไม่ช้า ความคิดสร้างสรรค์ อย่างต่อเนื่อง ก็จะกลายมาเป็นท่าที ไม่ใช่เรื่องของเทคนิคอีกต่อไป
กระบวนการสร้างความคิดสร้างสรรค์
James Webb Young ได้เสนอแนวความคิด 5 ขั้นตอน
1. ขั้นรวบรวมวัตถุดิบ
1.1 วัตถุดิบเฉพาะ เป็นข้อมูลวัตถุดิบต่างที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องที่ต้องการประชาสัมพันธ์
1.2 วัตถุดิบทั่วไป เป็นข้อมูลวัตถุดิบทั่วๆไปทั้งในส่วนขององค์การ และสภาพแวดล้อมเพื่อนำมาประกอบการสร้างความคิดสร้างสรรค์ให้สมบูรณ์
2. ขั้นบดย่อยวัตถุดิบ เป็นขั้นการนำข้อมูลวัตถุดิบต่างๆที่ได้เก็บรวบรวมมาได้นำมาแจกแจงพิจารณา วิเคราะห์หาความสัมพันธ์ ความเกี่ยวข้องกันของข้อมูล
3. ขั้นความคิดฟักตัว
4. ขั้นกำเนิดความคิด
5. ขั้นปรับแต่งและพัฒนา ก่อนไปใช้ปฏิบัติจะนำเสนอความคิดสู่การวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อการปรับแต่งและพัฒนาความคิดให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ที่เป็นจริง
ผลผลิตจากความคิดสร้างสรรค์
นิวแวล ชอล์ และ ซิมสัน ได้เสนอหลักเกณฑ์ต่อไปนี้
1. เป็นผลผลิตที่แปลกใหม่และมีค่าต่อผู้คิด สังคมและวัฒนธรรม
2. เป็นผลผลิตที่เป็นไปตามปรากฏการณ์นิยมในเชิงที่ว่ามีความคิดดัดแปลงหรือยกเลิก
ความคิดที่เคยยอมรับกันมาก่อน
3. เป็นผลผลิตซึ่งได้รับจากการกระตุ้นอย่างสูงและมั่นคงด้วยระยะยาว หรือความพยายามอย่างสูง
4. เป็นผลผลิตที่ได้จากการประมวลปัญหาซึ่งค่อนข้างจะคลุมเครือและไม่แจ่มชัด
ระดับความคิดสร้างสรรค์
1.    ความคิดสร้างสรรค์ระดับต้น เป็นความคิดที่มีอิสระ แปลกใหม่ ยังไม่คำนึงถึงคุณภาพและการนำไปประยุกต์ใช้
2. ความคิดสร้างสรรค์ระดับกลาง คำนึงถึงผลผลิตทางคุณภาพนำไปประยุกต์ใช้งานได้
3. ความคิดสร้างสรรค์ระดับสูง สรุปสิ่งที่ค้นพบเป็นรูปธรรมนำไปใช้ในการสร้างหลักการ ทฤษฎีที่เป็นสากลยอมรับโดยทั่วไป
องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ เป็นความคิดที่มีลักษณะอเนกนัย ซึ่งประกอบด้วย
1. ความคิดริเริ่ม (Originality) มีลักษณะแปลกใหม่แตกต่างจากของเดิม / คิดดัดแปลง ประยุกต์เป็นความคิดใหม่
2. ความคิดคล่องตัว (Fluency)
     2.1 ด้านถ้อยคำ (Word Fluency) หลากหลาย ใช้ประโยชน์ได้และไม่ซ้ำแบบผู้อื่น
     2.2 ด้านความสัมพันธ์ (Associational Fluency) จากสิ่งที่คิดริเริ่มออกมาได้อย่างเหมาะสม
     2.3 ด้านการแสดงออก (Expressional Fluency) เป็นความคิดที่สามารถนำเอาความคิดริเริ่มนั้นมา          แสดงออกให้เห็นเป็นรูปภาพได้อย่างรวดเร็ว
     2.4 ความคิดคล่องด้านความคิด (Ideational Fluency) เป็นการสร้างความคิดให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว คิดได้ทันทีที่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility) มีความเป็นอิสระคิดได้หลายๆอย่าง
4. ความคิดสวยงามละเอียดละออ (Elaboration) มีความรอบคอบ มีความคิดสวยงามด้านคุณภาพมีความประณีตในความคิดสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ อย่างมีคุณภาพในทุกๆด้าน
Improving Your Creative Thinking Skills
เมื่อไม่กี่ปีมานี้ มีหนังสือเล่มหนึ่งที่เกรียวกราวพอสมควรชื่อว่า Parallel thinking หรือแปลเป็นไทยว่า ความคิดคู่ขนาน ของ Dr’ Edward de Bono ออกวางตลาด ต่อจากนั้น ดูเหมือนจะได้รับข่าวคราวเสมอเกี่ยวกับ การจะพัฒนาความคิด ความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างไร ? มีการอบรมเรื่องของ Mind Mapping เพื่อสังเคราะห์ไอเดียต่างๆ ทำให้เห็นภาพว่า สังคมไทยมีความตื่นตัวในเรื่องนี้กันพอสมควร สำหรับความเรียงชิ้นนี้ เรียบเรียงขึ้นมาจาก และความคิดของผู้เขียน และจากบทความหลายชิ้นของ Melvin D. Saunders อย่างเช่น Improving Your Creative Thinking Skills, Creativity and Creative Thinking, How creative thinking technique works, Ways to kill and ways to help an idea เป็นต้น ซึ่ง Saunders เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีผลงานทางด้านนี้ ซึ่งจะกระตุ้นให้เรากล้าคิด ในหนทางที่แตกต่าง เช่น การใช้ความคิดจากมุมองที่ต่างออกไป คิดแบบทำลายกฎเกณฑ์เก่าๆ คิดแบบเล่นๆ หรือใช้จินตนาการทุกชนิด เพื่อทำให้เกิดความเป็นไปได้ และเขายังเสนอหนทางที่จะได้มาซึ่ง ความคิด หรือไอเดียใหม่ๆ อย่างเช่น ใช้วิธีการสุ่มต่างๆ เช่น การสุ่มด้วยภาพ การสุ่มด้วยคำ หรือกระทั่งการสุ่มด้วย Website (ลองเปิด website ที่ไม่เคยคิดว่าจะเปิดดูมาก่อน) รวมไปถึงการนำเอาไอเดีย ตั้งแต่สองไอเดีย ที่ไม่เคยรวมกันมาก่อน มาสังเคราะห์เข้าด้วยกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นที่มาของการได้มาซึ่ง ความคิดสร้างสรรค์
เราจะปรับปรุงทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ ได้อย่างไร ?
กล่าวกันว่า ความคิดสร้างสรรค์ และการค้นหาวิธีการแก้ปัญหา เป็นกิจกรรมสองอย่างที่เกี่ยวแขนไปกันไป. หลายปีมาแล้ว Dr. Edward de Bono, นักจิตวิทยา และนักค้นคว้าทางการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ได้ส่งเสริมเรื่องของ การใช้ความคิด สร้างสรรค์ภายใต้แนวคิดที่เรียกว่า Lateral thinking (ความคิดข้างเคียง).
ความคิดแนวตั้ง (Verticle Thinking) จะปฏิบัติการต่อเมื่อเราพยายามที่จะแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่ง โดยเริ่มต้นจาก ขั้นตอนทางตรรกะขั้นหนึ่งไปสู่ ขั้นตอนต่อไป เพื่อบรรลุผลของการแก้ปัญหา ส่วนความคิดข้างเคียง (Lateral Thinking) นั้น จะวาดภาพ แบบแผนทางความคิดซึ่งมา กับการค้นหาวิธีการแก้ปัญหาโดยการที่ไม่เป็นไปตามวิธีการเดิมๆ (Unorthodox Methods) หรือการเล่นเกมส์กับข้อมูล
การขยายความสามารถทางสมอง หรือการใช้ความคิดด้วย ความคิดสร้างสรรค์ สามารถปรับปรุงขึ้นมาได้ด้วยการปฏิบัติ ยกตัวอย่างเช่น เราจะใช้ไม้ขีดไฟ 6 ก้านบนโต๊ะ สร้างสามเหลี่ยมที่มีด้านสี่ด้านเท่ากันได้อย่างไร? หลังจากที่ใช้ ความพยายามอย่างหนัก และไม่ประสบผลสำเร็จในลักษณะสองมิติ ในไม่ช้าเราก็จะเรียนรู้ว่า การทำให้มันเป็น สามเหลี่ยม ด้านเท่าสี่ด้านในรูปสามมิติ เป็นหนทางเดียวที่บรรลุผลสำเร็จได้. ดังนั้น จงหัดคิดแบบเถื่อนๆ (Think Wild) เสียบ้าง ความหมายของคำว่า คิดแบบเถื่อนๆ มิได้หมายความว่า ป่าเถื่อน ไร้อารยธรรม แต่มีนัยะว่า ให้เราใช้จินตนาการทุกชนิด ของความเป็นไปได้ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ Imagine all kinds of possibility และหาหนทางอีกทางหนึ่ง (Alternative) มาแก้ปัญหา, รวมไปถึงสิ่งที่เราคิดว่า มันทำไม่ได้ หรือน่าหัวเราะด้วย ยกตัวอย่างเช่น พยายามคิดถึง ความตรงกันข้าม กับสิ่งที่เป็นปกติเท่าที่คิดขึ้นมาได้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับปัญหา จากนั้นก็ลงมือทำมัน อย่างจริงจังและประณีต
นอกจากนี้ ในหลายๆ สถานการณ์ที่มีการเผชิญหน้า หรือในที่ประชุมถ้าเผื่อว่าเรามีความเห็นอย่างหนึ่ง และอีกคนมีความเห็น ตรงข้ามกันกับเรา, ให้เราพยายามจินตภาพถึง ความคิดเห็นของคนๆนั้น ดูทีในเชิงกลับกัน จดบันทึกถึงเหตุผลทั้งหมดว่า ทำไมความเห็นของเขาจึงใช้การได้; ต่อจากนั้นลองบันทึกถึงเหตุผลทั้งหมดว่า ทำไมความคิดเห็นของเขาจึงใช้การไม่ได้; และในท้ายที่สุด จดบันทึกถึงสิ่งที่ไม่เข้าประเด็น หรือสอดคล้อง. ผู้คนเป็นจำนวนมากต้องตกอยู่ในสภาพการณ์ ที่ยากลำบาก โดยการไม่ลงรอยกันในการอธิบาย, การกล่าวหากัน และการวิพากษ์วิจารณ์ความคิดเห็นของอีกฝ่ายหนึ่ง, แทนที่จะ ควบคุม ความคิด ของพวกเขาต่อการกระทำ และการตัดสินใจว่า อะไรสามารถทำได้เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว.
เราเคยทราบไหมว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของโลก ได้ถูกทำขึ้นมาโดยผ่าน การค้นพบโดยบังเอิญ (Serendipity) หรือการค้นพบบางสิ่ง ขณะที่กำลังค้นหาบางสิ่งอยู่; และให้จำไว้ว่า, สิ่งนี้ได้ทำให้คนที่มี ความคิดสร้างสรรค์ ตระหนักถึงโอกาสอันหนึ่ง เมื่อมันเสนอตัวของมันเองออกมา. ในภาวะฉุกเฉิน ผู้คนมีแนวโน้มที่จะตกอกตกใจหรือบ้าคลั่ง แทนที่จะใช้หัวสมอง เพื่อกำหนดตัดสินใจถึงทางเลือกต่างๆของพวกเขา.
สิ่งที่เป็นข้อผิดพลาดหนึ่งของคนเรา ซึ่งควรแก้ไขให้ถูกต้องก็คือผู้คนส่วนใหญ่มักยึดถือความคิดเห็น หรือทัศนะต่างๆ ของตนเอาไว้ ทั้งนี้เพราะ พวกเขาได้ถูกล้อมกรอบเอาไว้ด้วยอารมณ์ความรู้สึก หรือเหตุผลในเชิงอคติต่างๆ. การที่เราจะขยับ ขยาย แนวคิดของเราออกไปให้กว้างขวาง เพื่อคลุมถึงความคิดเห็น ในทางตรงข้ามจากจุดยืนของเรา, บ่อยครั้งจะต้องปลด เปลื้องพันธนาการจากการถูกจำกัดเช่นนี้ให้ได้ และให้เร็ว (ลบอคติออก และไม่ใช้เรื่องอารมณ์ความรู้สึกมาเป็นพันธนาการ). ขณะที่สหรัฐอเมริกามีแนวโน้มนำโลกไปสู่อาชญากรรม, การติดยาเสพติด และการมีหนี้สิน, ญี่ปุ่นกลับมีอาชญากรรม เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และไม่ค่อยมีผู้ติดยาเสพติด , มีความสามารถที่จะชำระหนี้ และเป็นชาติที่มีการศึกษาในโลก. เราคิดกันไหมว่า เหตุผลต่างๆ ในเชิงอคติ และอารมณ์ความรู้สึก ทำให้ทางการสหรัฐจำกัด ตนเองจากการเรียนรู้ จากตัวอย่าง ของญี่ปุ่น หรือมันมีเหตุผลอื่นๆหรือ ?
พอพูดกันมาถึงตรงนี้ ลองทดลองกับเพื่อนของเรา ที่มีสมมุติฐานหรือความเห็นในเชิงตรงข้าม เพื่อดูว่ามันนำพาเราไป ณ ที่ใด. เปิดใจของเราให้กว้างและคิดแบบเถื่อนๆ.
การคิดแบบวิภาษวิธี และการคิดด้วยสมองซีกขวา
นอกจากการใช้ความคิดในแบบข้างต้นแล้ว ยังมีวิธีการในการปรับปรุงทักษะของการใช้ ความคิดสร้างสรรค์ อีก 2 วิธี ซึ่งอาจนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับเรื่องราว เหตุการณ์ หรือสถานการณ์ต่างๆได้คือ การคิดแบบวิภาษวิธี และ การคิดด้วยสมองซีกขวา
อันแรก, เป็นการคิดในแบบวิภาษวิธี (Dialectic) ซึ่งมีโครงสร้างแบ่งออกเป็นสามส่วนได้แก่ ข้อสรุปเดิม (Thesis), การต่อต้านข้อสรุปเดิม (Anti-thesis), และการสังเคราะห์ข้อสรุปเก่ากับใหม่ (Synthesis) ในที่นี้จะลองยกตัวอย่าง ที่เป็น รูปธรรมคือ ชาวประมงคนหนึ่งใช้วิธีการจับปลาแต่เดิมๆมาตลอด แต่ตอนนี้เขามีครอบครัว และมีคนที่ต้องเลี้ยงดูเพิ่มขึ้น การจับปลาในแบบเดิมๆจึงไม่พอกิน จะทำอย่างไรถึงจะพอกิน. ออกไปหาปลาไกลขึ้นหรือ เรือก็เล็กเกินไป แทนที่จะจับปลา ก็เป็นการปล่อยปลาแทน จับแล้วนำมาปล่อยในกระชังเลี้ยงดู ดังนั้นเขาจึงได้ปลาเพิ่มขึ้น
อันที่สอง, การคิดด้วยสมองซีกขวา. เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองส่วนบนของคนเรา ซึ่งตามปกติแล้ว สมองในส่วนซีกซ้าย จะทำหน้าที่ครอบงำ สมองส่วนซีกขวาอยู่ตลอดเวลา จนกล่าวได้ว่า เรามีโอกาสใช้สมอง ซึ่งทรงประสิทธิภาพของคนเราเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะนับแต่สังคมได้มาถึงยุคแห่งการใช้เหตุผล (สมองซีกซ้าย), สมองที่เกี่ยวข้องกับจินตนาการ และอารมณ์ความรู้สึก (สมองซีกขวา) เกือบจะไม่ถูกนำมาใช้เลย เพื่อคิดแบบสร้างสรรค์ หรือคิดแก้ปัญหาต่างๆ ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างการทำงานของสมองส่วนบนทั้งสองซีก(ซ้ายและขวา)ว่า มันทำงานแตกต่างกันอย่างไร? เพื่อว่าเราจะได้นำไปประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการใช้ ความคิดสร้างสรรค์
สมองซีกซ้าย 1.เป็นเรื่องของสติปัญญาแบบเหตุผล, 2.เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเลข, 3.เป็นการคิดแบบนามธรรม, 4.คิดเป็นเส้นตรง, 5.เป็นเรื่องของการวิเคราะห, 6.ไม่เกี่ยวกับ้จินตนาการ, 7.คิดแบบต่อเนื่องตามลำดับ, 8.เป็นเรื่องของวัตถุวิสัย, 9.เกี่ยวข้องกับคำพูด
สมองซีกขวา 1. เป็นเรื่องของสหัชญาน(ไม่เกี่ยวกับเหตุผล) 2.เป็นเรื่องของการอุปมาอุปมัย, 3.เป็นการคิดแบบรูปธรรม, 4. คิดอิสระไม่เป็นเส้นตรง, เห็นภาพทั้งหมด, 5.เป็นเรื่องของการสังเคราะห์, 6.ใช้จินตนาการ, 7. คิดไม่เป็นไปตามลำดับ มีความหลากหลายดชื่อมต่อหลายมุม, 8.เป็นเรื่องของอัตวิสัย, 9.ไม่เกี่ยวกับคำพูด, เห็นเป็นภาพ
แม้ว่าจากการจำแนกจะเห็นว่า สมองส่วนบนซีกซ้ายและขวา จะมีลักษณะที่ตรงข้ามกัน แต่ความจริงแล้วมันเสริมกัน เพื่อให้ความคิดของเราสมบูรณ์มากขึ้น แทนที่จะใช้ความคิดหนักไปทางด้านใดด้านหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว ดังนั้น การคิดด้วยสมองซีกขวา จึงเป็นการคิดในแบบที่มาเสริมหรือช่วยให้เราคิดได้มากขึ้น
วิธีการฆ่าความคิดและวิธีการส่งเสริมความคิด
เป็นเรื่องง่ายมากที่จะฆ่าความคิดยิ่งกว่าการสนับสนุนความคิด และเปลี่ยนมันให้เป็นทางออก หรือวิธีการแก้ปัญหา อันเป็น ประโยชน์. ให้เราระมัดระวัง อย่าไปทำลายไอเดีย ของผู้คน หรือทำให้พวกเขาหยุด ที่จะบอกอะไรกับเรา และพูดคุยกับ คนอื่นๆเป็น เรื่องยากมากจริงๆ ที่จะรับฟัง เรื่องเกี่ยวกับ ไอเดียความคิดเห็นต่างๆ เมื่อใครบางคน บอกกับเรา เกี่ยวกับ ความคิดอันหนึ่ง ที่เขามี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากว่า ไอเดียอันนั้น ดูเหมือนว่า จะฟังดูโง่ๆ และไม่ทำงาน (ไม่ได้เรื่อง). แต่จำไว้เสมอว่า โดยทั่วไปแล้ว ผู้คนไม่ปรารถนา ที่จะนำเสนอไอเดียที่เลวๆ ในภาวะปกติ และเราควรจะพยายาม ทำความเข้าใจ เป็นอันดับแรกเลยว่า ทำไมพวกเขาจึงบอกกับเรา เกี่ยวกับความคิดอันนั้น. เป็นไปได้ที่บางสิ่ง บางอย่าง ในไอเดียนั้น จะเป็นประโยชน์กับเรา. และในอีกทางหนึ่ง เราจะมีโอกาสที่จะช่วยเหลือเขาให้เข้าใจว่า ทำไมความคิด อันนั้น มันจึงไม่ทำงาน.
วิธีการฆ่าไอเดีย ด้วยคำพูดของเราเองบางอย่าง
1. ที่เสนอมานั้นมันเป็นความคิดที่ดี, แต่…, (หรือ) ในทางทฤษฎีนั้นมันฟังดูดี, แต่
2. ในทางปฏิบัติ, ความคิดนั้นมันดูเป็นเรื่องของอนาคตมากเกินไป
3. โอ้...ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการ(ชอบ)มันหรอก
4. ที่เสนอมานั้น ต้นทุนสูงเกินไป (หรือ) ไม่มีงบประมาณแล้ว,บางทีอาจรอไปปีหน้า
5. ไม่ต้องเริ่มต้นอะไรใหม่อีกแล้ว (หรือ) เราโต้เถียงกันมากไปแล้ว
6. ที่พูดมามันต้องศึกษาเพิ่มเติมมากกว่านี้ (หรือ) เรื่องนี้ขอให้เราไปสำรวจมาก่อน
7. อันนี้สวนกันกับนโยบายบริษัท(หรือ องค์กร)ของเรา
8. ที่พูดมานั้น มันไม่ได้เป็นงานในหน้าที่รับผิดชอบของคุณ
9. นั่นมันไม่เป็นปัญหาสำหรับเรา
10. เรื่องนี้ยากมากต่อการจัดการ (หรือ) เราไม่เคยทำแบบนั้นมาก่อนเลย
11. ถ้ามันดีมาก ทำไมจึงไม่มีใครเสนอมันไปแล้วล่ะ
12. ถึงต่อไปข้างหน้า ผู้คนก็จะยังไม่พร้อมสำหรับมันอยู่ดี
13. นั่งลงก่อน พักสักครู่
14. มีใครแล้วบ้างที่พยายามทำมันจนสำเร็จขึ้นมา
15. เราเคยทำมาแล้ว แต่มันไม่ทำงาน(ไม่ได้เรื่อง)
คำพูดต่างๆเหล่านี้ มักจะไปตัดทอนโอกาสในการแสดงความคิดหรือการเสนอไอเดียของคนอื่นๆ ซึ่งไม่ทำให้เกิดบรรยากาศของการสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ ดังนั้น จงตรองดูว่า สิ่งที่จะพูดไปนั้น จะไปตัดทอนความคิดหรือไอเดียของคนอื่นหรือไม่ ?
หนทางที่สนับสนุนไอเดีย
1. ใช่, และ…(พูดสนับสนุน), ดูมันน่าตื่นเต้นและน่าสนใจมาก
2. ฟังและพยายามทำความเข้าใจว่า ทำไมมันจึงถูกนำเสนอ
3. อย่าไปขัดจังหวะ จนกว่าเขาจะเสนอจนจบ, ปล่อยให้พวกเขาก่อรูปไอเดียขึ้นมา
4. นั่นเป็นไอเดียที่ดี หรือประเด็นสำคัญ ข้อคิดเห็นที่เยี่ยม, ว่าต่อ
5. ยอดมาก, พยายามต่อไป
6. ต้องการทรัพยากรใดบ้าง ที่ต้องใช้ในการทำมันขึ้นมา
7. ที่เสนอมา เราสามารถทำให้มันทำงานได้อย่างไร ช่วยเล่าให้ฟังต่อหน่อยซิ
8. ให้พยายามและทดสอบมันดู
9. ที่เสนอมานั้น ทำให้มันเป็นแผนในเชิงปฏิบัติเลยได้ไหม ?
10. อะไรที่ผมสามารถช่วยได้สำหรับการทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นมาได้
11. สิ่งที่ฟังดูเป็นเพียงส่วนเล็กๆของไอเดีย สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทันทีในสถานการณ์ปัจจุบัน
12. ทำอย่างไร เราจึงจะชักจูงคนอื่นๆให้เชื่อมั่นได้
ข้างต้นนี้หวังว่า เราจะเห็นถึงหนทางต่างๆอันมากมายซึ่งสามารถที่จะช่วยสร้างไอเดียความคิดขึ้น มา. สิ่งเหล่านี้เป็น การส่งเสริม สนับสนุนไอเดียความคิด โดยไม่ต้องกล่าวคำว่าเห็นด้วย หรือว่าเราจะทำมัน เพียงแต่ระมัดระวัง อยู่เสมอสำหรับ ตัวของเราเอง ที่จะเสนอไอเดียอันหนึ่งลงมาเร็วเกินไป โดยไม่เข้าใจเหตุผลในเชิงบวกต่างๆสำหรับการที่มันถูกนำเสนอ
ไอเดียเพิ่มเติมเกี่ยวกับบรรยากาศในการระดมสมอง
เนื้อที่ส่วนนี้อุทิศให้กับบรรยากาศในการระดมสมองที่ช่วยให้ความคิดใหม่ๆ ผุดขึ้นมาได้ ทดลองเอาไปปฏิบัติ และดูว่ามัน ทำงาน ไหม หรือไม่ก็ใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อเปลี่ยนแปลงรูปแบบการระดมสมองที่เราเคยทำๆกัน
1. ใช้วิดีโอเทปหรือเครื่องบันทึกเสียง(ไม่โจ่งแจ้งเกินไปจนทำให้รู้สึก เกร็ง)เพื่อเก็บบันทึกเรื่องราวต่างๆ เพื่อไม่ให้ไอเดียใด หลุดรอดไปได้.
2. หรี่ไฟลงเพื่อให้บรรยากาศในห้องทำให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลายหรือเป็นการพักผ่อน
3. มีตุ๊กตาหรือของเล่นที่น่าสนใจเพื่อกระตุ้นไอเดียและทำให้พวกเรารู้สึกผ่อนคลาย
4. ใช้ห้องที่อยู่นอกสำนักงานที่เราทำงานประจำเพื่อผลที่จะเกิดมาพิเศษใหม่ๆ
5. มีห้องเตียมไว้อีกห้องเพื่อฟื้นความสดใหม่ขึ้นมา และส่งเสริมให้ผู้คนได้พบปะและพูดคุยกันในช่วงพัก
6. ปิดสายโทรศัพท์หรือเคลื่อนย้ายมันออกไปจากห้อง จะได้ไม่มีอะไรมารบกวนหรือทำลายบรรยากาศ
7. ปิดม่านลง หากว่าข้างนอกมันมีสิ่งรบกวนทำให้เขวไปได้
8. เปิดเพลงเบาๆที่กระตุ้นอารมณ์ หรือลองสุ่มเพลงจาก CD สักสองแผ่น
9. จัดให้มีหนังสือพิมพ์เก่า เทปกาว กรรไกร เชือก เพื่อว่าใครที่มีไอเดียจะทดลองสร้างสิ่งต่างๆขึ้นมา ตามที่เขาคิด ให้เป็นรูป เป็นร่าง
10. มีดินสอสี หรือปากกาเมจิกอยู่ทั่วๆ เพื่อให้ทุกคนสามารถสร้างสรรค์ได้ทันที
11. สร้างบรรยากาศที่ทำให้เกิดการหัวเราะ บรรยากาศแบบเล่นๆ มักก่อให้เกิดไอเดียใหม่ๆอยู่เสมอ
12. ให้ผู้คนยืนบ้างนั่งบ้างตามความสะดวกสบาย หรือถ้าเคยนั่งประชุมก็ยืนประชุม
13. หันหน้าออกนอกกำแพงแทนที่จะหันหน้าเข้าหากำแพง
การสร้างบรรยากศใหม่ๆข้างต้น ทำให้เห็นได้ว่า สไตล์การระดมสมองและเทคนิคดังกล่าว สามารถเปลี่ยนแปลงพลิกแพลงไปได้ เพื่อทำให้มันมีชีวิตชีวา การระดมสมอง ไม่ควรเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ หรือมีรูปแบบตายตัว ลองเปลี่ยนแปลงมันไปเรื่อยๆแล้วดูว่ามีอะไรเกิดขึ้นมาบ้าง
อะไรคือเทคนิคความคิดสร้างสรรค์ ที่จะนำมาใช้ได้บ้าง ?
เทคนิคการได้มาซึ่งความคิดสร้างสรรค์ข้างล่างนี้ เราจะต้องฝึกเอาไว้เสมอ ทั้งหมดนี้ จะนำเสนอแรงกระตุ้นใหม่ๆ สดๆ ให้กับ ความคิดใหม่ๆของเราได้. เราสามารถที่จะนำมันมาใช้ในการระดมสมองเพื่อให้กำเนิดไอเดียที่แปลแตกต่าง อย่างง่ายๆ
Random Word (การสุ่มคำ)
Random Picture (การสุ่มด้วยภาพ)
False Rules (กฎเกณฑ์ที่ผิดพลาด)
Random Website (การสุ่มเวบไซท์)
Scamper (กระโดดโลดเต้น หรือการเล่น)
Search & Reapply (ค้นหาและลองประยุกต์ใหม่)
Challenge Facts (ท้าทายข้อเท็จจริง)
Escape (หลบหนี หลบเลี่ยง)
Analogy (การอุปมาอุปมัย)
Wishful Thinking (ความคิดให้สมปรารถนา)
Thesaurus (ใช้พจนานุกรมศัพท์คำพ้อง)
ทำอย่างไร เทคนิคความคิดสร้างสรรค์จึงจะทำงาน ?
ไอเดียใหม่ๆเกิดขึ้นมา เมื่อมีไอเดียตั้งแต่สองไอเดียขึ้นไปบังเอิญหรือตั้งใจให้มันมาผสมกัน อย่างที่มันไม่เคย รวมตัวกัน มาก่อน. เทคนิคการใช้ความคิดสร้างสรรค์ จะเป็นการจัดหา วิธีการเพื่อรวมไอเดีย ทั้งหลายเข้า ด้วยกัน อย่างประณีต ซึ่งตามปกติ เราไม่เคยคิดข้ามไอเดียพวกนั้นมาก่อนหรือคิดถึงมันว่าจะเป็นไปได้. แต่อย่างไรก็ตาม ความยุ่งยาก ประการแรก ที่เกิดขึ้นมาก็คือ จะหาทางให้ไอเดียนั้นๆ ผสมกันได้อย่างไร. และข้อยุ่งยากประการที่สอง คือ จะพัฒนาไอเดียใหม่นั้น ให้มันใช้การได้ได้อย่างไร
ข้อยุ่งยากประการแรกจะถูกช่วยเหลือได้ โดยการใช้เทคนิค ความคิดสร้างสรรค์ อย่างตั้งอกตั้งใจ เพื่อมุ่งทำให้ ไอเดียใหม่ เหล่านั้น มันผสมกันได้. การที่คอมพิวเตอร์ มิได้รับอิทธิพลใดๆจากมนุษย์, มันจึงเป็น เพื่อนคู่ใจ ที่สมบูรณ์สำหรับ การจัดหาไอเดียต่างๆ ซึ่งเราไม่เคยคิด ผสมกันมาก่อน มารวมมันเข้าด้วยกัน. เทคนิคความคิดสร้างสรรค์ แบบนี้ถูกนำมา ใช้ เพื่อน้อมนำไอเดียต่างๆ ซึ่งมนุษย์ไม่เคยได้คิดรวมกัน เพราะมนุษย์มีข้อจำกัด ของตนเองเกี่ยวกับ ประสบการณ์บนโลกนี้ กันทุกคน และมนุษย์มีเงื่อนไขความตีบตันด้วย
การะดมสมองในอดีตทำให้เราเชื่อมั่นว่า คนอื่นๆก็เพียงพอแล้วสำหรับการกระตุ้นสนับสนุนเราให้คิดในหนทางที่แตกต่าง. แต่อันที่จริงนั้นยังไม่พอ และสามารถทำให้เราต้องเผชิญหน้าหรือต่อสู้กับความคิดต้นตออันนั้น. หรือถ้าเผื่อว่า เราระดมสมอง กับผู้คนที่เรา ทำงานด้วยเสมอๆ เป็นไปได้ที่เราจะได้ไอเดียเก่าๆ ทั้งนี้เพราะเรารู้แล้ว เกี่ยวกับและทำงานร่วมกับ ไอเดียเดิมๆ มากมาย และก็มีประสบการณ์ ในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันมากไป. ดังนั้น การระดมสมองแบบแผนเดิม จึงเป็นไปได้ที่เราจะไม่ได้ไอเดียอะไรใหม่ๆ กับคนเดิมๆที่ทำงานร่วมกัน และแต่ละคนก็มีแรงกระตุ้นแบบเดิมๆเป็นข้อจำกัด.
นี่คือเหตุผลว่า ทำไมคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ความคิดสร้างสรรค์จึงเป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับ ความก้าวหน้าในการระดมสมอง: คอมพิวเตอร์จะไม่มีแนวคิดล่วงหน้า(not have the pre-conceptions) หรือมีอคติ ซึ่งจะทำให้เรา เป็นคนที่มีความสามารถ พิเศษ ในฐานะนักจัดหาหรือเตรียมการเกี่ยวกับแรงกระตุ้นใหม่ๆ ที่แตกต่างและจะจุดประกายไอเดียใหม่ๆให้ปะทุขึ้นมา
แม้ว่าไอเดียใหม่ๆมันจะไม่มีคุณค่าขึ้นมาทันทีในเวลานี้ แต่การเกิดขึ้นมาของความคิดใหม่ เป็นสิ่งสำคัญ ในการระดมสมอง พวกนั้น ถ้าเราเก็บเอาไว้ มันก็จะเป็นประโยชน์ต่อมาได้ในภายหลัง หากว่ามันมีคุณค่าสำหรับเราจริงๆ.
เทคนิคในการแก้ปัญหาและพัฒนางานต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ที่ช่วยให้ค้นพบแนวคิดใหม่ๆ   นอกกรอบความซ้ำซากเดิมๆ ก่อนที่จะนำไปสู่การค้นพบทางออกของปัญหา ได้แก่
1.     หาความคิดใหม่ที่หลากหลายด้วยการระดมสมอง (Brainstorming) เป็นเทคนิคการระดมความคิดแปลกๆใหม่ๆ เป็นการแก้ปัญหาในองค์กรที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
2.     ทำของเก่าให้เป็นของใหม่ โดยการพิจารณา 9 แนวทาง ได้แก่ เอาไปใช้อย่างอื่น ดัดแปลง      ใช้อย่างอื่น ปรับเปลี่ยน เพิ่ม,ขยาย ลด,หด ทดแทน จัดใหม่ สลับ และผสม,รวม ได้หรือไม่  เป็นเทคนิคที่ช่วยในการสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ
3.     ขยายขอบเขตปัญหาจากรูปธรรมสู่นามธรรมแล้วค่อยคิด คือไม่คิดในเรื่องที่กำลังคิดอยู่แต่    คิดในความเป็นนามธรรมของเรื่องนั้นที่มีอยู่ในสิ่งทั้งปวง เนื่องจากนามธรรมของปัญหาสามารถนำไปสู่การสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ๆ เทคนิคนี้ได้มีการนำไปใช้ร่วมกับการระดมสมอง แต่จะแตกต่างกับวิธีการระดมสมองคือ ไม่มีการชี้แจงปัญหาอย่างละเอียดก่อนล่วงหน้า แต่จะกล่าวถึงปัญหาในแนวกว้างๆ
4.     ปรับสภาพแวดล้อมและเวลาให้เหมาะสมสำหรับการคิด การอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบเดียวกันนานๆ อาจจำกัดความคิดสร้างสรรค์ และเวลาก็มีความสำคัญต่อการคิด ในบางเวลาจะคิดได้ดี และในบางเรื่องการจำกัดเวลาช่วยกระตุ้นความคิดได้ แต่บางเรื่องจำเป็นต้องให้เวลาในการคิด
5.     กลับสิ่งที่จะคิด แล้วลองคิดในมุมกลับ เป็นเครื่องที่ช่วยให้มองมุมอีกมุมหนึ่งที่เราไม่เคยคิดที่จะมองมาก่อน และการคิดแบบกลับด้านจะทำให้ไม่ยึดติดกับรูปแบบการคิดเดิมๆ ที่เคยชิน เป็นการช่วยกระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่ๆ ที่คิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้มาก่อน
6.     จับคู่ตรงข้าม เพื่อหักมุมสู่สิ่งใหม่  เป็นวิธีการหาสิ่งที่อยู่ตรงข้าม ในลักษณะขัดแย้ง (conflict) เพื่อก่อให้เกิดการหักมุมความคาดหวังที่คนทั่วๆ ไปไม่คิดว่าจะเป็น กลายเป็นสิ่งสร้างสรรค์ใหม่ เช่น มิตร ศัตรู
7.     คิดแหวกวงความน่าจะเป็น ย้อนกลับมาหาความเป็นไปได้ เป็นการเชื่อมโยงถึงความเป็นไปได้โดยแสวงหาแนวคิดใหม่  จากการคิดนอกกรอบของตรรกศาสตร์ที่มีตัวเลือกว่าถูก-ผิด     ใช่-ไม่ใช่ แต่พยายามหาคำตอบที่แหวกกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้มากที่สุด แล้วจากนั้นพยายาม    ดัดแปลงความคิดนั้นให้ทำได้จริงในทางปฏิบัติ
8.     หาสิ่งไม่เชื่อมโยง เป็นตัวเขี่ยความคิดสร้างสรรค์     เพื่อให้เกิดการค้นพบสิ่งใหม่ เพื่อตอบปัญหาที่คิดอยู่ให้เห็นทางออกของปัญหาที่สร้างสรรค์ และปฏิบัติได้จริง โดยตัวเขี่ยความคิด หาได้จากเปิดหนังสือ  และเปิดพจนานุกรม
9.     ใช้เทคนิคการสังเคราะห์ส่วนประกอบ  เป็นการเขียนรายการของแนวคิดที่เกี่ยวกับลักษณะหรือแง่มุมของสิ่งที่ต้องการ ตอบออกมาเขียนไว้ในแกนหนึ่ง และเขียนรายการของแนวคิดที่เกี่ยวกับลักษณะหรือแง่มุมของสิ่งที่ต้องการ ตอบออกมาแล้วเขียนไว้อีกแกนหนึ่ง ผลที่ได้คือ ช่วงตัด (matrix) ระหว่างรายการของแนวคิดทั้งสอง
10.  ใช้การเปรียบเทียบ เพื่อกระตุ้นมุมมองใหม่ๆ  เทคนิคนี้ได้รับความนิยมในวงการอุตสาหกรรมและองค์กรที่ต้องการสร้างนวัตกรรม ใหม่ๆ วิธีการรวมกันขององค์ประกอบที่แตกต่างและไม่เกี่ยวข้องกันในลักษณะของการ เทียบเคียง หรืออุปมาอุปไมย เนื่องจากปัญหาที่ไม่คุ้นเคยจะถูกทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นเมื่อเทียบเคียงกับ สิ่งที่คนทั่วไปคุ้นเคย เพราะทำให้เห็นภาพชัดขึ้น   ในทางตรงกันข้าม ปัญหาที่คุ้นเคยมากเกินไป จนกลายเป็นอุปสรรคทำให้เราไม่สามารถคิดอะไรใหม่ๆ ได้ การอุปมาหรือเทียบเคียงในลักษณะที่เราไม่คุ้นเคย จะช่วยกระตุ้นให้เราคิดในมุมที่แตกต่างได้ โดยเปรียบเทียบตนเองกับสิ่งอื่น เปรียบเทียบสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่งโดยตรง
   ดังนั้น คนที่สร้างสรรค์ ต้องเริ่มต้นด้วยการสร้างทัศนคติที่เอื้อต่อการสร้างความคิดสร้างสรรค์ เพื่อเป็นหลักการให้สามารถปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้โดย 9 อย่า หรือสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง และ 9 ต้อง หรือจำเป็นต้องพัฒนาให้เกิดขึ้น ดังนี้
1.     อย่าคิดแง่ลบ ต้องคิดแง่บวก
2.     อย่าชอบพวกมากลากไป ต้องลองหัวเดียวกระเทียมลีบดูบ้าง
3.     อย่าปิดตัวเองในวงแคบ ต้องเปิดรับสถานการณ์ใหม่
4.     อย่ารักสบายทำไปเรื่อยๆ ต้องลงแรง บากบั่น มุ่งความสำเร็จ
5.     อย่ากลัว ต้องกล้าเสี่ยง
6.     อย่าหมดกำลังใจเมื่อไม่พบคำตอบ ต้องอดทนต่อความคลุมเครือ
7.     อย่าท้อใจกับความผิดพลาด ต้องเรียนรู้จากความล้มเหลว
8.     อย่าละทิ้งความคิดใดๆ จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าไร้ประโยชน์ ต้องชะลอการตัดสินใจ
9.     อย่ากลัวการเผยแพร่ผลงาน ต้องกล้าเผยแพร่ผลงาน
 
   “ ทัศนคติจะเป็นตัวบ่งบอกตั้งแต่ต้นว่าเราเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์มากน้อย หรือไม่สร้างสรรค์เลย ทัศนคติที่ไม่ถูกต้องจะเป็นอุปสรรคสำคัญให้เราไม่สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้ แม้จะ        รู้เทคนิควิธีคิดสร้างสรรค์มากมายเพียงใด ดังนั้นในก้าวแรกเราจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขและเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่มีอยู่ ให้สมกับการเป็นนักคิดสร้างสรรค์เสียก่อน

Creative Thinking & High-order thinking skills : ความคิดสร้างสรรค์และทักษะการคิดขั้นสูง

ไอสไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า จินตนาการสำคัญมากกว่าความรู้ จิตนาการเกิดจากความคิดที่สร้างสรรค์ ซึ่งจะนำพาให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆที่ช่วยให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง โดยอาศัยความรู้และเทคโนโลยีที่มีอยู่เป็นเครื่องมือเพื่อให้บรรลุผลตาม
จินตนาการที่สร้างขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าในองค์กรที่สนับสนุนให้บุคลากรในองค์กรมีความคิดที่นอกกรอบ นอกกฎระเบียบที่วางไว้ หรือสนับสนุนส่งเสริมการทำวิจัยเพื่อแสวงหาความรู้ใหม่ ส่งเสริมให้มีการฝึกคิดเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ อย่างมีระบบ ทำให้เกิดสินค้าและบริการใหม่ๆ ออกมาแข่งขันกับองค์กรอื่นๆ ได้อย่างคาดไม่ถึง และได้เปรียบในเชิงธุรกิจ
แต่สิ่งที่น่าสงสัยนั้นคือ องค์กรเหล่านั้นมีวิธีการอย่างไรเพื่อให้บุคลากรในองค์กรเกิดการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของตนเองอยู่เสมอๆ ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทุกองค์กรจะสามารถปฏิบัติได้เหมือนกัน
แม้ว่าจะมีแนวทางหรือนโยบายออกมาโดยการที่ส่งบุคลากรไปอบรมเพื่อให้ได้รับ ความรู้เพิ่มเติมขึ้นแต่ความรู้ที่ได้รับนั้นอาจไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ในการ พัฒนาองค์กร ซึ่งเป็นการสูญเสียเงินงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ โดยก่อนที่จะกล่าวถึงวิธีการในการสร้างความคิดเชิงสร้างสรรค์ของบุคลากรใน องค์กร เราจะมาดูกันว่าระดับขั้นตอนการคิดและการเรียนรู้ของคนที่เกิดขึ้นนั้นมีที่ มาอย่างไร ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆได้อย่างน่าอัศจรรย์
มีทฤษฎีของ เบนจามิน บลูม อาจารย์มหาวิทยาลัยชิคาโก ได้นำเสนอ “Taxonomy of Educational Objectives” ที่ต่อมา ได้เป็นที่รู้จักกันดีทั่วไปคือ Bloom’s Taxonomy ได้แยกระดับทักษะของกระบวนการคิดของคนไว้ 6 ระดับ มีการแสดงโดยแบบจำลองที่มีลักษณะรูปพีระมิดดังต่อไปนี้
 



 จากรูปเราจะเห็นได้ว่าทักษะกระบวนการคิดในระดับล่างสุดคือ ระดับความรู้/ ความจำ ซึ่งถือเป็นทักษะการคิดที่ต่ำที่สุด หมายถึง มีเพียงแต่ความรู้ซึ่งสามารถค้นหาได้จากหนังสือ ตำรา เอกสาร หรือแหล่งความรู้ทางอินเทอร์เน็ตที่มีอยู่อย่างมหาศาล จดจำและนำมาใช้ได้ชั่วคราวแต่ไม่สามารถนำความคิดนี้ไปใช้ประโยชน์ได้ เพียงแค่เกิดความรู้ และสามารถหายไปจากความทรงจำได้เมื่อระยะเวลาผ่านไป
ทักษะการคิดที่สูงขึ้นคือ ระดับความเข้าใจ หมายถึง เข้าใจว่าความรู้นั้นมีประโยชน์อย่างไร ลำดับขั้นตอนการทำงาน หรือสามารถอธิบายสาเหตุของสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นได้
ทักษะการคิดที่สูงขึ้นกว่าระดับนี้คือ ระดับการประยุกต์ใช้ หมายถึง สามารถนำความรู้ ความเข้าใจที่รู้มามาใช้ในการแก้ปัญหาในเรื่องต่างๆ ในสถานการณ์ใหม่ได้อย่างมีเหตุผล จากระดับทักษะการคิดของคนใน 3 ระดับที่ผ่านมานั้นยังไม่ถือว่าทักษะการคิดขั้นสูง และเป็นที่น่าสังเกตว่าระบบการศึกษาในขณะนี้ รวมไปถึงการเรียนรู้ในการทำงานตามองค์กรโดยส่วนใหญ่จะหยุดอยู่ในทักษะการคิด 3 ระดับนี้เท่านั้น คือ รู้ เข้าใจ ทำได้ และหยุดอยู่ที่การทำได้คือการทำงานซ้ำๆ แบบเดิมทุกวัน หากมีปัญหาก็ใช้ความรู้ความข้าใจที่มีอยู่มาแก้ไขปัญหา จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการไม่พัฒนาหรือการสร้างนวัตกรรมของสินค้า หรือบริการแบบใหม่
ต่อไปเราจะมาดูทักษะการคิดในขั้นสูง ซึ่งอยู่ใน 3 ระดับบนของยอดพีระมิด ได้แก่ ระดับการวิเคราะห์ หมายถึง การบอกรายละเอียดและมีความสามารถในการจำแนกและบอกความแตกต่างของส่วนที่เป็น องค์ประกอบของสถานการณ์หรือข้อมูล สามารถบอกสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีเหตุผล โยใช้วิจารณญาณในการตัดสิน บอกถึงผลดี ผลเสียและผลกระทบที่เกิดขึ้นได้
ระดับการประเมินค่า หมายถึง ความสามารถในการตัดสินคุณค่าหรือการใช้ข้อมูลโดยการใช้เกณฑ์ที่เหมาะสม (สนับสนุนการตัดสินใจด้วยเหตุผล) สามารถบอกได้ว่าสิ่งใดดีกว่ากัน สิ่งใดแย่กว่ากัน สิ่งใดคือความถูกต้อง และสิ่งใดไม่ถูกต้องโดยมีเหตุผลสนับสนุน
และทักษะการคิดของคนที่สูงที่สุดคือ ระดับสังเคราะห์ / ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง ความสามารถในการรวบรวมส่วนย่อยเข้าด้วยกันเพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมด เช่นการพัฒนาสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ การออกแบบปรับปรุงระบบงานให้สามารถทำงานได้ดีขึ้น สะดวกขึ้น ลดค่าใช้จ่าย โดยอาศัยพื้นฐานจากความรู้ ความเข้าใจ การประยุกต์ใช้ทฤษฎี การวิเคราะห์ถึงผลประโยชน์ และข้อเสีย และการประเมินค่า จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะทำให้เราเข้าใจได้ว่า การที่จะสร้างสรรค์จินตนาการนั้นต้องอาศัยพื้นฐานจากความรู้ ความเข้าใจ และฝึกการคิดอยู่ตลอดเวลา

ขอส่งท้ายด้วยคำพูดของไอสไตน์อีกครั้งหนึ่ง “ Logic can move from A to B , but Imagination can move around the earth” ซึ่งถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราควรจะหมั่นฝึกฝนการคิดในเชิงสร้างสรรค์เพื่อ ให้เกิดการพัฒนาองค์กรมากว่าการคิดร้ายและคอยกลั่นแกล้งกันเองเพื่อให้ตน เองอยู่รอด